ข้อสอบครอบครัว ปี 2550 (ข้อสอง)

โจทย์ ครอบครัว ปี 2550

ขณะที่ยังโสด นายพลีลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลไว้ ต่อมาเมื่อต้นปี 2549 นายพลีจดทะเบียนสมรสกับนางผึ้ง ณ อำเภอห้างฉัตร หลังจากสมรส นายพลี ลาออกจากบริษัทที่ทำงานและได้รับเงินสะสมตลอดจนเงินชดเชย 9 ล้านบาท นายพลีได้นำเงิน 3 ล้านบาทจากเงินสะสมและเงินชดเชยไปลงทุนซื้อรถแท็กซี่ 3 คันมาให้คนเช่าขับโดยนายพลีเป็นคนดูแลรถและคัดเลือกคนขับ ส่วนนางผึ้งจะดูแลคนล้างรถและคอยเก็บค่าเช่าจากคนขับทุกเย็น ต่อมานางผึ้งซึ่งติดการพนันอย่างหนักได้แอบน้ำทองหมั้นหนัก 2 บาทไปขายได้เงินมา 15,000 บาท แต่เอาไปเสียพนันจนหมด นายพลีทนนิสัยผลาญทรัพย์สินในการพนันของภริยาไม่ไหวจึงขอหย่าขาด สุดท้ายทั้งคู่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ณ อำเภอสบปราบ ปรากฎว่าในวันจดทะเบียนหย่ามีหนี้ค่าซ่อมรถแท็กซี่อยู่ 4 หมื่นบาท จงแบ่งสมบัติของสองคนนี้

วิเคราะห์ทันทีที่อ่านจบ
จุดที่หนึ่ง พันธบัตรของนายพลีได้มาก่อนสมรส
จุดที่สอง หลังสมรส นายพลีได้เงินจากการสะสมและชดเชย 9 ล้านบาท
จุดที่สาม นายพลีทำอาชีพเป็นเจ้าของรถเช่ามีนางผึ้งช่วยกิจการด้วย ?
จุดที่สี่ นางผึ้งเอาทองหมั้นไปขาย
จุดที่ห้า จดทะเบียนหย่าและพบหนี้สินค่าซ่อมรถ 4 หมื่นบาท

อาจารย์กำลังเล่นอะไรกับเรา


ประเด็นจุดแรก อาจารย์อยากรู้ว่าเราเข้าใจเรื่องสินส่วนตัวหรือไม่ จึงมีการวางโจทย์ไว้ในจุดที่หนึ่งและจุดที่สี่
ในจุดที่หนึ่ง คงไม่มีข้อกังขาว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นเป็นสินส่วนตัวของนายพลี เพราะได้มาก่อนการสมรส ตามมาตรา 1471 (1) ส่วนจุดที่สี่ ทองหมั้นก็เป็นสินส่วนตัวของนางผึ้งเพราะของหมั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของหญิงคู่หมั้นตามมาตรา 1471 (4) เมื่อเป็นสินส่วนตัว หลังการหย่าก็ตกเป็นของคนนั้นไป ทองหมั้นขายไปแล้วก็แล้วไป เงิน 15,000 บาทจากการขายทองก็เป็นสินส่วนตัวของนางผึ้ง จบกันไป

ประเด็นจุดที่สอง อาจารย์อยากรู้ว่าเราสามารถฟันธงลงไปได้หรือไม่ว่า เงินสะสมกับเงินชดเชยที่นายพลี ได้มาจากบริษัทที่ทำงานมาเนิ่นนานนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส
ตรงนี้ ชะงักนิดหน่อย แต่ก็ขอฟันธงไปเลยว่าเป็นสินสมรส มาตรา 1474 (1) ตรงนี้ขอยกฎีกาเลขที่ 2765/2537 มาประกอบครับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7934พร้อมบ้านบนที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิมจำเลยที่ 1 รับราชการเป็นครูต่อมาได้ลาออกจากราชการ จำเลยที่ 1 ได้รับบำนาญจากทางราชการและได้เอาเงินบำนาญมาซื้อที่ดินจากนางอู่ และต่อมาได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินนั้น เห็นว่า เงินบำนาญเป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการผู้ที่พ้นจากราชการแล้วตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อข้าราชการผู้นั้นมีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการได้เงินมาในระหว่างสมรสย่อมถือว่าเงินบำนาญนั้นเป็นสินสมรส

 

ประเด็นจุดที่สาม การทำอาชีพเป็นเจ้าของรถเช่าของนายพลี ถือว่ารถยนต์ที่ให้เช่าเป็นสินสมรสหรือส่วนตัว เพราะในเรื่องสินส่วนตัวนั้น กฎหมายคุ้มครองให้ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบอาชีพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัว เพราะจะได้ไม่เกิดปัญหาเวลาหย่ากัน ไม่งั้น ต้องเอาทรัพย์สินมาหารสอง จะประกอบอาชีพต่อไปลำบาก เช่น ภรรยาประกอบอาชีพเสริมสวย ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการทำงานในอาชีพเสริมสวยเป็นสินส่วนตัวของภรรยา แม้จะได้มาระหว่างสมรสก็ถือเป็นสินส่วนตัว มาตรา 1474(1)
รถยนต์ทั้งสามคันได้มาระหว่างสมรส เพื่อนำมาให้เช่าเป็นรายได้สู่ครอบครัว มีการแบ่งงานกันด้วยคือ สามีดูแลรถและเลือกคนเช่า ภรรยาดูแลคนล้างรถและเก็บเงินค่าเช่าจึง เป็นกิจการงานที่ทำร่วมกัน ย่อมไม่ใช่สินส่วนตัว ดังนั้นต้องแบ่งกันหารสอง
 

ประเด็นจุดที่สี่ หนี้สินค่าซ่อมรถ 4 หมื่น ถือว่าเป็นหนี้ร่วม ที่เกิดจากการทำกิจการร่วมกันตามมาตรา1490 (3)

ปรับมาเป็นการตอบให้อาจารย์อ่านนะครับ

ประเด็นคำถาม ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสของนายพลีและนางผึ้งมีอะไรบ้าง
หลักกฎหมายวางไว้ว่า
1          มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
           (1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
           (2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกานย หรือเครื่องประดับตามควรแก่ฐานะ หรือ เป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
           (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา
           (4) ที่เป็นของหมั้น
2         มาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
          (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
          (2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
          (3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
3       มาตรา 1490 หนี้สินที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้สินที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้
         (1) หนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน….
         (2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
         (3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
         (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งให้สัตยาบัน
4       มาตรา 1489 ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมาย

         นายพลีและนางผึ้งได้จดทะเบียนหย่ากัน ณ อำเภอสบปราบ ในวันหย่านั้น ทั้งคู่มีทรัพย์สินดังนี้
พันธบัตรรัฐบาล ที่นายพลีซื้อไว้ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนางผึ้ง เมื่อเป็นสิ่งที่นายพลีได้มาก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 (1)
         ทองหมั้น 2 บาท เป็นสินส่วนตัวของนางผึ้ง ตามมาตรา 1471(4) คือเป็นของหมั้น นางผึ้งย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิมาตั้งแต่รับหมั้น
         เงินสะสมและเงินชดเชยที่นายพลีได้มาจากการลาออกจากบริษัทจำนวน 9 ล้านบาท เป็นสิ่งที่นายพลีได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)
         นายพลีนำเงิน 3 ล้านบาทมาซื้อรถเพื่อให้เช่า โดยระหว่างสมรสนางผึ้งได้ช่วยดำเนินกิจการเช่ารถมาโดยตลอด จึงเป็นกิจการที่ทั้งคู่ร่วมกันทำ รถทั้งสามคันเป็นสินสมรสตามมาตรา 1744(1)
        หนี้จากการซ่อมรถ เป็นหนี้ที่เกิดจากกิจการที่ร่วมกันทำ จึงเป็นหนี้ที่นายพลีและนางผึ้งต้องร่วมกันรับผิด เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490(3)
        การแบ่งทรัพย์สินจึงแบ่งให้ นายพลีได้พันธบัตรรัฐบาลไป นางผึ้งได้ทองหมั้น สอง บาทไป ซึ่งเมื่อนางผึ้งเอาไปขายแล้วเงินที่ได้จากการขายก็เป็นสินส่วนตัวของนางผึ้งเใอใช้ไปหมดแล้วก็ไม่สามารถเรียกเอาจาก ทรัพย์สินอื่นได้อีก
        เงินที่เหลือ 6 ล้านบาท แบ่งกันคนละ 3 ล้านบาท รถยนต์ 3 คันแบ่งคนละครึ่ง โดยการขายและนำเงินจากการขายมาแบ่งครึ่ง
        หนี้สินค่าซ่อมรถ 4 หมื่นบาทให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายพลี หรือ นางผึ้ง คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนก็ได้ตามหลักลูกหนี้ร่วม อาจจะเรียกจากทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสก็ได้ สินส่วนตัวก็ได้

        สรุป นายพลีได้พันธบัตรรัฐบาล เงิน 3 ล้านบาท และเงินครึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายรถยนต์ 3 คัน
นางผึ้งได้เงิน 3 ล้านบาท และเงินอีกครึ่งหนึ่งจากการขายรถยนต์ 3คัน
เจ้าหนี้ค่าซ่อมรถยนต์ เรียกให้นายพลี หรือ นางผึ้ง หรือทั้งสองคนชำระหนี้ได้โดยหลักลูกหนี้ร่วม

 ———————————————————————————————

โปรดเสริมในส่วนที่บกพร่องด้วยครับ (ปรับตัวหนังสือให้เหมาะสมกับเกณฑ์อายุผู้อ่านแล้วนะครับ)

2 Responses

  1. แฮ่ๆๆๆๆๆ
    มาอีกแระ ไม่ได้เข้าเรียนแต่เจือกอยากแจมด้วย
    พี่องอาจตอบดีเนาะ สงสัยจะได้คะแนนดีๆ จากวิชานี้แน่ๆ
    ก็คนมีครอบครัวนี่ ฮ่าๆๆๆๆ
    เอาล่ะมีคำถามมาถาม ตอบให้ด้วย

    นายอ่อนซ้อมจีบนางสาวชั่วโมงบินสูง ระหว่างที่จีบกันนั้น นางสาวชั่วโมงบินสูงได้บอกนายอ่อนซ้อมว่าตนเองเป็นสาวบริสุทธิ์ไม่เคยมีสามีมาก่อน ด้วยความรักนายอ่อนซ้อมจึงขอนางสาวชั่วโมงบินสูงแต่งงาน(ต้องเข้าใจว่าจดทะเบียนสมรสเน้อ!) เมื่อหลังแต่งงานนายอ่อนซ้อมทราบความจริงว่านางสาวชั่วโมงบินสูงไม่ได้เป็นสาวบริสุทธิ์อย่างที่เธอบอก จึงอยากจะเลิก ถามว่าเลิกได้ไหมคะพี่องอาจ
    แฮ่ๆๆๆๆๆ ตอบด้วยเน้อ ครายตอบด้ายช่วยตอบที
    ฉงฉานคนไม่ได้เข้าเรียนด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
    จุ๊บๆ รักและคิดถึงทุกคน กุ๊กไก่เอง

  2. สวัสดีครับ น้องกุ๊กไก่ นึกว่าจะไม่โผล่มาซะแล้ว
    ในกรณีที่ถาม เป็นเหตุที่จะขอทำลายการสมรสเพราะอ้างว่าตนเข้าใจผิดคิดว่าฝ่ายหญิงบริสุทธิ
    การอ้างเหตุเพื่อทำลายการสมรสมี โมฆียะ กับ โมฆะ ในเหตุแห่งโมฆียะ คือ การข่มขู่ สำคัญผิด ฉ้อฉล อายุ และไม่ได้รับความยินยอม
    กรณีของโจทย์นี้น่าจะเป็นเหตุที่ฝ่ายชายจะอ้างว่าตนถูกกลฉ้อฉลจากฝ่ายหญิง ซึ่งตามมาตรา 1506 ต้องเป็นการฉ้อฉลถึงขนาด จากข้อเท็จจริงนั้น ผมคิดว่ายังไม่ใช่การฉ้อฉลถึงขนาดเลย เพียงแต่ฝ่ายชายเชื่อฝ่ายหญิงเพียงแค่ได้รับการบอกกล่าวว่าตนบริสุทธิ์ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับทราบร่วมกันว่าฝ่ายชายถือมากเรื่องความบริสุทธิ์อาจจะเป็นธรรมเนียมทางศาสนาของฝ่ายชายที่เน้นเรื่องนี้แล้ว อาจจะทำให้ฝ่ายชายฟ้องโมฆียะกรรมนี้ได้ เพราะจะทำให้เขาไม่สามารถอยู่ในสังคมที่เคร่งครัดในเรื่องนี้ได้ แต่เนื่องจากโจทยืไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงอื่นๆอีก จึงขอตอบเพียงว่า ฝ่ายชายอ้างเหตุนี้เพื่อทำให้การสมรสเป็นโมฆียะไม่ได้ ยังไม่เป็นการฉ้อฉลถึงขนาด และต้องฟ้องในระยะเวลาที่จะใช้สิทธินั้นด้วยนะครับ

Leave a Reply