พรก.กู้เงิน ตามที่คุณหมูขอมา

หลังจากย่อเรื่องเงินคงคลังไปแล้วครั้งก่อน

คุณหมูขอเราอยากให้โยงมาปรับเทียบกับ พรก.กู้เงินที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมาด้วย ผมก็ขัดไม่ได้ (ตามเดิม)

เรามาดูกรอบของ พระราชกำหนดกันก่อนเอาไปทั้งฉบับเลยแล้วกันครับเผื่อบางคนอยากอ่านทั้งหมด

มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒”

มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจกู้เงินบาทในนามรัฐบาล
แห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดำเนินการ
การกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสี่แสนล้านบาท และให้กระทำได้ภายใน
กำหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

มาตรา ๔ เงินที่ได้จากการกู้ตามมาตรา ๓ ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้สมทบเป็นเงินคงคลัง

Read more »

การคลัง

money

 

สรุปย่อๆ เกี่ยวกับการคลังคือ การศึกษาเรื่องของวิธีจัดการกับเงินของแผ่นดิน

เงินของแผ่นดินเป็นเงินทุกชนิดๆที่รัฐสามารถนำมาใช้จ่ายบริหารราชการแผ่นดินได้

ในส่วนของเงินแผ่นดินจะเหมือนกองเงินขนาดใหญ่ที่มีที่มาจากหลายๆเส้นทาง อาทิเช่น การกู้เงิน เงินช่วยเหลือ เงินจากการออกพันธบัตร เงินจากภาษีอากร เป็นต้น

เงินคงคลัง จะเป็นส่วนหนึ่งของเงินแผ่นดิน มีระบบการจัดการผ่านทางกฎหมาย พรบ.ว่าด้วยเงินคงคลัง ,พรบ.วิธีการงบประมาณ

เงินคงคลัง ฟังดูเหมือนจะเป็นเงินขนาดใหญ่ที่ทำให้นึกถึง ท้องพระคลังหลวง แต่จริงๆ ไม่ใช่

เป็นเงินที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเงินแผ่นดิน เพียงแต่เงินคงคลังจะนำมาใช้ในการบริหารราชการตาม งบประมาณรายจ่ายประจำปี นั่นหมายถึง รัฐเวลาจะใช้เงินมาบริหารประเทศก็จะต้องไขก๊อกออกมาจากเงินคงคลัง

คล้ายๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่มีรายรับจากหลายทาง เช่น พ่อกู้สหกรณ์มา แม่ออกเงินกู้ได้ดอกเบี้ยรายเดือน ลูกๆ มีเงินเดือนประจำ เมื่อจะวางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือน ก็จะใช้บัญชีเงินฝากบัญชีหนึ่งเป็นบัญชีหลักในการเบิกมาใช้จ่ายในเดือนนั้นๆ ส่วนบัญชีอื่นๆ ไม่ได้ถูกนำมายุ่งด้วย

เงินคงคลังก็มีบัญชีกระแสรายวันเล่มที่ 1 ฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

เงินรายได้จากภาษีอากร และรายรับอื่นที่ถูกกำหนดให้โอนเข้าบัญชีนี้จะถูกโอนมาสม่ำเสมอ จากคลังจังหวัด กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆที่มีหน้าที่โอนเงินเข้าสู่เงินคงคลัง

เมื่อจะเอาไปใช้ ก็จะต้องโอนไปยังบัญชีเล่มที่ 2 ที่เป็นกระแสรายวันเหมือนกัน เพียงแต่บัญชีเล่มที่ 2 จะเอาไว้เบิกออกไปใช้อย่างเดียว

ประโยชน์ก็เพื่อเป็นการควบคุมการเบิกจ่ายเงินนั่นเอง

เงินที่อยู่ในบัญชีเงินคงคลังนี้ ถ้าถูกเบิกออกไปตามแผนงบประมาณที่วางไว้ เราเรียกว่า เงินในงบประมาณ แต่ถ้าเมื่อไรถูกเบิกไปใช้นอกเหนือจากที่วางแผนไว้ เราก็เรียกว่าเงินนอกงบประมาณ

การเบิกจ่ายเงินคงคลังจะต้องมีกฎหมายอนุญาตเสมอ ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลก็อาจจะเบิกไปจ่ายก่อนได้ แต่ต้องตั้งงบประมาณชดใช่ให้ในคราวต่อไป

กรณีเร่งด่วนนั้น รัฐบาลอาจจะเลือกใช้กฎหมายมาเบิกจ่ายได้ (ต้องอ้างกฎหมายเวลาจะเบิกเสมอ)

เมื่อมองก๊อกเข้าบ้าง ขอให้มองว่า เงินที่จะไหลเข้ามาในเงินคงคลังจะมีสองก๊อก คือ

ก๊อกแรก เป็นเงินที่มาจากรายได้ รายรับของรัฐ ส่วนก๊อกสอง จะไม่ถือว่าเป็นรายได้ของรัฐ แต่เป็นเงินที่รัฐอาจจะนำมาใช้ได้ เพียงแต่ต้องคืนกลับไปเมื่อถึงเวลา

ก๊อกแรกนั้นไม่ต้องคืน มาแล้วใช้ได้เลย ก๊อกสอง ใช้ก็ได้ แต่ต้องคืนเจ้าของไปตามเงื่อนไข

โอเคนะครับ

2005december26fig1

 

———————

ฤา..จะให้ศาลท่านจะต้องรู้ไปหมดทุกเรื่อง

บางครั้งผมก็ฉงนใจนักเรื่องวินิจฉัยของศาล

 

เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่า อำนาจตุลาการมีไว้เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการของประชาธิปไตยและเป็นไปตามนัยของนิติรัฐ

อำนาจตุลาการจะเป็นอำนาจแบบ Passive คือ นั่งรอให้คนวิ่งโร่เข้ามาฟ้อง นั่นคือประการแรกและต้องดูอำนาจศาลด้วยว่าจะรับไว้ได้หรือไม่นั่นเป็นประการที่สอง

สะพานเชื่อมให้ฝ่ายตุลาการเดินเข้าตรวจสอบอำนาจฝ่ายอื่นนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษว่าหากตีความให้อำนาจศาลแผ่ปริมณฑลครอบคลุมไปหมด อาจจะนำมาซึ่งปัญหา

ล่าสุดนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยลงวันที่ 3 มิถุนายน 2552 กรณีการออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินของรัฐ

ตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐ โดยองค์กรกลุ่มคือ คณะรัฐมนตรี ย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน การตัดสินใจต่างๆ จะถูกตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติอยู่โดยตัวของมันเองไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายต่างๆ การยื่นกระทู้ถาม

และอีกประการหนึ่งคือ ประชาราชทั้งหลายที่จะมอง สดับตรับฟังการทำงานของรัฐเพื่อลงโทษในการเลือกตั้งคราวต่อไป

Read more »